-

น้ำเชี่ยวให้เอาไททานิกขวาง
เชื่อว่าตั้งแต่เด็ก หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับสุภาษิตที่ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” มันมีความหมายเชิงติติงหรือตักเตือนเราว่า อย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ ปัญหา หรือเหตุการณ์ที่กำลังรุนแรง เพราะอาจนำอันตรายมาสู่ตนเองได้ เรามักได้ยินสุภาษิตนี้อย่างน้อยก็ในคาบเรียนวิชาภาษาไทย หรือจากผู้ใหญ่ที่พยายามสั่งสอนเรา แน่นอนว่าตอนยังเป็นเด็ก ฟังดูก็เหมือนจะมีเหตุผลที่เขาเตือนแบบนั้น แต่พอเติบโตขึ้นมา ผมกลับตกผลึกความคิดได้ว่า… ในบางครั้งเราก็คงต้องขวาง และถ้าขวางด้วยเรือพายธรรมดา ๆ มันไม่ไหว งั้นเราก็ต้องขวางด้วย “เรือไททานิก” ในแง่หนึ่ง สุภาษิตนี้อาจสอนให้เรารู้จักการปล่อยผ่าน หรือมองหาโอกาสที่ดีกว่าในการจัดการปัญหา แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมคิดว่ามันเหมือนการพยายามหนีปัญหาไปชั่วคราว ปล่อยเบลอแล้วหวังจะไปแก้เอาดาบหน้าตอนที่ทุกอย่างสงบลง ซึ่งในความเป็นจริง บางเรื่องบางเหตุการณ์หากเราปล่อยไป มันอาจจะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่บานปลายกว่าเดิม โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องของการอย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ การไม่พยายามทำอะไรเลยในตอนนั้น มันหมายความว่าเราอาจกำลังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ลองคิดภาพว่าคุณกำลังเห็นหัวหน้าตบหน้าเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศด้วยความโมโหดูสิครับ… คุณคิดว่าในบริบทนี้เราควรนิ่งเฉยเพียงเพราะคำว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” อย่างนั้นจริง ๆ หรือ? แต่แน่นอนครับ การจะเข้าไปขวางหรือพยายามจัดการกับคน เหตุการณ์ หรือปัญหาที่กำลังคุกรุ่นอยู่หลัด ๆ ถ้าเราใช้แค่เรือแจวธรรมดาเราคงจมหายไปกับน้ำแน่ ผมเลยคิดว่า ถ้าจะขวาง… เราควรเอา “ไททานิก” ขวางไปเลย! ไททานิกในความหมายของผม คือการเปรียบเปรยถึงการหยิบยก “อะไรบางอย่างที่แข็งแรง ทรงพลัง และคงทนกว่า”…