-

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนคนบ้าปั่นเดดไลน์ (กาแฟ)
ส้อมกับช้อน เสื่อกับหมอน พระกับรถตู้ เด็กอัสสัมกับอาม่า คุณตันกับวงโย พรรคส้มกับล้มเจ้า โควิดกับอนุทิน อุ้งอิ๊งกับอังเคิล สิ่งเหล่านี้มีอยู่คู่กันฉันใด ชาววัยทำงานก็ต้องคู่กับกาแฟฉันนั้น เรียกได้ว่าถ้าขาดกาแฟกันนี่ไม่น่ารอด บางคนอาจเลยป้ายจนถึงขั้นกลายเป็นการเสพติด ผมเคยถึงขึ้นคิดว่าถ้าวันหนึ่งกาแฟหายไปจากโลก เศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์งานทั้งหลายคงแทบพังครืน เพราะกาแฟสักแก้วในยามเช้า และบ่าย เป็นดั่งเชื้อไฟที่เติมพลัง(บังคับ)ให้ร่างกายและสมองเราปั่นงานส่งเดดไลน์ต่อแม้งัวเงียจากการนอนไม่พอหรือกระเพรายามบ่ายที่พาหนังตาตก แต่ถ้าทำได้ ก็คิดว่าน่าจะดีกว่าถ้ามนุษย์เราสามารถทำงานต่อได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งกาแฟ หากเราย้อนกลับไปบอกบรรพบุรุษยุคหินใหม่เมื่อสักราวหมื่นปีก่อน ว่าชาวเราทั้งหลายต้องกินกาแฟเพื่อให้ทำงานตลอดรอดฝั่งในแต่ละวัน คงดูพิลึกพิลั่นสำหรับพวกเขา เพราะในประวัติศาสตร์สามแสนปีของโฮโมเซเปียนส์แบบชาวเรา ก็ออกไปล่าสัตว์ ทำเกษตรกันได้ โดยไม่ต้องซดอเมริกาโน่ทุกเช้า จนถึงมายุคที่ลิงไร้หางวางจอบเสียมและธนูล่าสัตว์มาจับแป้นพิมพ์ คลิ๊กเมาส์หน้าจอสี่เหลี่ยม ที่ต้องพึ่งกาแฟเพื่อให้ทำงานได้ราบรื่น จากที่กล่าวมา ผมจึงมองว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องกินกาแฟเพื่อให้ทำงานก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากรู้ว่าง่วงหรือสมองไม่เดินในตอนเช้า ก็นอนให้พอ หรือตื่นมาออกกำลังกายแทน ถ้าตอนบ่ายง่วง ก็เลี่ยงกินแป้ง หรืองีบช่วงพักสักหน่อย จากที่ทดลองเอง พบว่ากิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีน ประหยัดทั้งเงิน และเลี่ยงการเสพติดได้มากโข หากเราพึ่งกาแฟมากเกินไป ท้ายที่สุดมันก็อาจนำไปสู่การเสพติด ร่างกายเราจะชินกับสภาวะที่มีกาแฟเข้าร่างและไม่สามารถทำงานได้เต็มที่หากอด จากที่เคยเป็นทางเลือกว่า “ควรกิน” กลายเป็น “ต้องกิน” เพื่อให้ทำงานได้ ที่กล่าวมานี้ก็แค่เสนอเป็นทางเลือก ถ้าใครจะดื่มเพราะรสชาติ หรือใด…