• Frédéric Bazille's Réunion de famille

    ลองฝืนแรงดึงดูดดูบ้างก็ได้ อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย

    เชื่อว่าคอหนังสือพัฒนาตัวเองคงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับ “กฎแรงดึงดูด” (Law of Attraction) ความเชื่อที่ว่า ความคิดและอารมณ์ของเราสามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาในชีวิต ซึ่งหากมองในเชิงความสัมพันธ์ ก็ต้องตีความว่าคนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน อันที่จริง ผมก็ไม่ได้ต้องการจะงัดข้ออะไรกับทฤษฎีนี้ แถมยังคิดว่ามีส่วนที่ดูจะเป็นจริงอยู่บ้าง หากแต่ผมได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วในความสัมพันธ์ เราอาจต้องติดไอพ่นและฝืนกฎแรงดึงดูดกันเสียบ้าง ถ้าเราจะเออออตามกฎแรงดึงดูดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็คงต้องปล่อยให้จักรวาลคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราเอง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันก็จะหากันเอง ถ้าเป็นความสัมพันธ์ เดี๋ยวคนที่เหมือนเราก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของเราเอง แต่นั่นจะหมายความว่า… ถ้าคุณรวยแต่เพื่อนรักของคุณไม่รวย คุณต้องเลิกคบกับเขาเพราะเขาไม่เหมือนคุณงั้นหรือ? และหมายความว่า ถ้าแฟนของคุณชอบดูหนัง แต่คุณชอบอ่านหนังสือ คุณจะต้องเลิกกับเขาเพราะแฟนคุณไม่เหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม? พอลองยกตัวอย่างจริง ๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ก็ดูน่าให้ขบคิดขึ้นมาทันที ผมจึงมองว่าการเชื่อสิ่งนี้แบบสุดปรอท เป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้ละเลยสิ่งหรือคนที่ไม่ได้เหมือนเรา เราจะกลายเป็นคนที่สร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมาโดยปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่น “สิ่งใดที่ไม่เหมือนฉัน ล้วนเป็นอื่น และสิ่งใดที่เป็นอื่น ล้วนไม่ควรอยู่ในระบบนิเวศของฉัน” ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศที่คุณสร้างก็จะมีแต่สิ่งที่เหมือนคุณและมีคุณเป็นศูนย์กลางกลางจักรวาล แต่ระบบนิเวศที่แบนราบแบบนี้มันจะดีจริง ๆ หรือ? การฉีดวัคซีน จริง ๆ แล้วก็คือการนำไวรัสเข้าตัว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนาตาม หากวิเคราะห์กันจริง ๆ…


  • คนเดียวอาจหัวหาย แต่เรียนจบเพื่อนหายแน่นอน

    “เพื่อน” …เมื่อคุณอ่านคำนี้ แล้วมีใบหน้าของใครลอยขึ้นมาบ้าง? คนเหล่านั้นแหละครับ คือคนที่คุณจะได้เจอหน้าน้อยลงเมื่อเรียนจบแยกย้ายกันไป หรือบางคนอาจจะหายยาวไปเลย ทั้งนี้ก็ด้วยภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน ถ้าจังหวะชีวิตเอื้ออำนวย ก็อาจจะได้เจอเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราวตามแต่วันเวลาจะจัดสรรได้ แต่ถ้าจังหวะชีวิตไม่เอื้ออำนวย… อาจด้วยการแยกย้ายไปทำงานคนละที่ หรือการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ วันคืนอันแสนหวานชื่นก็คงไม่ได้เหมือนเดิมเหมือนตอนสมัยเรียนอีกแล้ว ยิ่งถ้าไม่ติดต่อกันเลย ก็เหมือนเรียกว่าตายจากกันไป แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ถูกทดแทนด้วยสังคมใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่ มันคงเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อจังหวะชีวิตของเราเปลี่ยน ระบบนิเวศของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงินแบบเราก็มักจะเปลี่ยนตาม ทั้งคนที่เดินจากไป คนที่ยังอยู่ และคนใหม่ ๆ ที่ผ่านเข้ามา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเผชิญไปเรื่อย ๆ จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัส จำนวนเพื่อนมักจะสวนทางกับเลขอายุที่มากขึ้นเสมอ เรียกว่าหากเรายิ่งเติบโตขึ้น เพื่อนของเราจะยิ่งน้อยลง (หรืออาจจะเป็นแค่ชีวิตของผมคนเดียวก็ไม่รู้) บางคนอาจจะหายไปแบบที่เราตระหนักรู้ คือห่างกันด้วยระยะทางหรือหน้าที่การงานที่ต่างกัน แต่ก็มีเพื่อนอีกประเภท… คือหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าหายไปเพราะอะไรหรือตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็พบว่า ต่อให้ทักไปคุยกันในวันนี้ ความรู้สึกก็คงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว หากอ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็อยากให้คุณ โดยเฉพาะมนุษย์วัยทำงานทั้งหลาย ลองทบทวนดูว่าตลอดช่วงเวลาที่ทำงานมานี้ เพื่อนที่เคยคบกันสมัยเรียนล้มหายตายจากไปจากชีวิตแล้วกี่คน? คนไหนที่ยังเหลืออยู่ และคนไหนที่เดินจากไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้มีทางแก้หรือคำแนะนำดี ๆ ให้ทำตามใด ๆ ครับ แค่เพียงอยากจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันก็เป็นธรรมดาของชีวิตเช่นนั้นแล…