เชื่อว่าคอหนังสือพัฒนาตัวเองคงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับ “กฎแรงดึงดูด” (Law of Attraction)
ความเชื่อที่ว่า ความคิดและอารมณ์ของเราสามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาในชีวิต ซึ่งหากมองในเชิงความสัมพันธ์ ก็ต้องตีความว่าคนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน
อันที่จริง ผมก็ไม่ได้ต้องการจะงัดข้ออะไรกับทฤษฎีนี้ แถมยังคิดว่ามีส่วนที่ดูจะเป็นจริงอยู่บ้าง หากแต่ผมได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วในความสัมพันธ์ เราอาจต้องติดไอพ่นและฝืนกฎแรงดึงดูดกันเสียบ้าง
ถ้าเราจะเออออตามกฎแรงดึงดูดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็คงต้องปล่อยให้จักรวาลคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราเอง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันก็จะหากันเอง
ถ้าเป็นความสัมพันธ์ เดี๋ยวคนที่เหมือนเราก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของเราเอง
แต่นั่นจะหมายความว่า… ถ้าคุณรวยแต่เพื่อนรักของคุณไม่รวย คุณต้องเลิกคบกับเขาเพราะเขาไม่เหมือนคุณงั้นหรือ? และหมายความว่า ถ้าแฟนของคุณชอบดูหนัง แต่คุณชอบอ่านหนังสือ คุณจะต้องเลิกกับเขาเพราะแฟนคุณไม่เหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม?
พอลองยกตัวอย่างจริง ๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ก็ดูน่าให้ขบคิดขึ้นมาทันที
ผมจึงมองว่าการเชื่อสิ่งนี้แบบสุดปรอท เป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้ละเลยสิ่งหรือคนที่ไม่ได้เหมือนเรา เราจะกลายเป็นคนที่สร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมาโดยปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่น
“สิ่งใดที่ไม่เหมือนฉัน ล้วนเป็นอื่น และสิ่งใดที่เป็นอื่น ล้วนไม่ควรอยู่ในระบบนิเวศของฉัน” ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศที่คุณสร้างก็จะมีแต่สิ่งที่เหมือนคุณและมีคุณเป็นศูนย์กลางกลางจักรวาล แต่ระบบนิเวศที่แบนราบแบบนี้มันจะดีจริง ๆ หรือ?
การฉีดวัคซีน จริง ๆ แล้วก็คือการนำไวรัสเข้าตัว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนาตาม
หากวิเคราะห์กันจริง ๆ ในกระบวนการนี้ ร่างกายเรารับ “ความเป็นอื่น” เข้ามา เพื่อให้ร่างกายได้พัฒนาและสามารถรับมือกับโรคภัยต่าง ๆ ที่จะตามมาในภายหลังได้
ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์ก็ทำงานเช่นเดียวกัน หากเรามีคนที่ไม่เหมือนเราอยู่ในชีวิต ชีวิตในหลายมิติก็น่าจะพัฒนาขึ้นตามไปด้วยประสบการณ์ในแบบใหม่
เช่น ถ้าคุณรวยแต่มีเพื่อนจน อย่างน้อยคุณก็เข้าใจคนจนมากขึ้น มากกว่าชีวิตที่รายล้อมไปด้วยคนรวย ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ก็อาจเพิ่มขึ้นตาม หรือถ้าคุณชอบอ่านหนังสือ แต่มีแฟนที่ชอบดูหนัง คุณก็อาจได้ดูหนังเก่งมากขึ้น หรือถ้าคุณเป็นคนโลกสวยและมีเพื่อนที่มองโลกในแง่ร้าย อย่างน้อยคุณก็อาจทันโลกมากขึ้น กลับกัน คนที่มองโลกในแง่ร้ายก็อาจจะกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากขึ้นได้เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยถ้าคุณเอาแต่ปล่อยให้กฎคัดสรรแต่สิ่งที่เหมือนกันมาหาคุณ คุณจะไม่เข้าใจโลก เหมือนที่ร่างกายขาดวัคซีน ไม่รู้จักโควิด และอ่อนแอต่อสิ่งแปลกปลอม เหมือนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอต่อโรคภัย
ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ ผมจึงมองว่ากฎแรงดึงดูดไม่ใช่สัจจะนิรันดร์ที่เราจะเอาแต่เชื่อ และปล่อยให้มันเป็นไปโดยปราศจากการแทรกแซงและตั้งคำถาม
อะไรที่คุณมองว่าสำคัญ หรือมีแล้วมันทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น ต่อให้จะไม่เหมือนกัน ก็รักษาไว้บ้างเสียเถอะ
และด้วยประการฉะนี้เอง ผมจึงได้เรียนรู้ในวัย 25 ว่า
“ลองฝืนแรงดึงดูดดูบ้างก็ได้ อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย”

Leave a Reply