-

ลงทุนกับสุขภาพเถอะ อย่าฝากชีวิตไว้กับประกันกลุ่มเลย
ว่ากันว่าเมื่อเข็มนาฬิกาชีวิตเดินมาถึงเลข 25 ร่างกายของคนเราก็เริ่มเสื่อมถอย บางคนอาจเริ่มรู้สึก บางคนอาจยัง หรือบางคนก็คิดว่าคงชัดตอน 30 อย่างไรก็ตามแต่ การเสื่อมถอยของร่างกายก็ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะไปชี้ที่เลขไหน หากมองย้อนไป เราใช้ร่างกายกันเต็มที่ตั้งแต่วัยเรียนยันวัยทำงาน จากดินสอยันปากกา จากชุดนักเรียนยันห้อยบัตรออฟฟิศ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือยันตะวันขึ้น อดนอนแก้งานจนขอบตาคล้ำ หรืออัดแอลกอฮอล์เข้าร่างยันเช้ามืดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราก่อหนี้ร่างกายกันเยอะแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้คืนให้มากพอเท่ากับที่ทำลายไป ผมเรียนรู้ว่าอย่างน้อยในวัยนี้ เราก็ควรเริ่มใช้คืนกันแบบจริงจังได้แล้ว ถึงส่วนตัวจะไม่ชอบคอนเทนต์แนวไลฟ์โค้ชเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยจากการใช้ชีวิตมาเลยคือ “การเลือกลงทุนกับสุขภาพ” ถ้ามองเป็นการลงทุน เราก็เรียกได้ว่าก่อหนี้ร่างกายกันมาเยอะจากกิจกรรมที่ยกตัวอย่างในย่อหน้าแรก หนี้มากน้อยก็ต่างกันไป บางคนหนี้ก็คืออาการป่วยเรื้อรัง ความไม่แข็งแรง ในขณะที่บางคนหนี้ก็อาจโผล่มาเป็นไขมันก้อนโต คงถึงวัยของเราแล้วที่ต้องจริงจังกับสุขภาพ จริงจังที่ว่า… ผมหมายถึงการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นปกติวิสัยเลย เหมือนที่ผมกล่าวไปในข้อก่อน ๆ หน้าว่า ไม่ควรมองการออกกำลังกายเป็นพิธีกรรมวิเศษอะไรที่ต้องคอยโพสต์ Day 1 และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขั้นออกหนักเป็นบ้าเป็นหลังทุกวัน แค่อยากเสนอว่า สิ่งง่าย ๆ ที่ดีกับร่างกายเราควรเริ่มทำเป็นกิจวัตรเสีย เลือกกินบ้าง ออกไปวิ่งบ้าง ตีแบดบ้าง เดินให้เยอะขึ้น ลดแอลกอฮอล์ ลดบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการลงทุนที่ดีแล้ว ถ้าทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวอนาคตคุณจะอัปเวลไปทำให้มากขึ้นก็ตามแต่ละคน การลงทุนก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย…
-

ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้แล้ว ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู
ว่ากันว่าชีวิตเรามีหลายสิ่งเปลี่ยนได้และไม่ได้ หากเปลี่ยนได้ก็ดีหน่อยที่มีทางสำรองให้หักพวงมาลัยเข้าเสมอ แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็คงต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้ไหม หลายครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้ก็อาจมาจากการตัดสินใจเป็นทอด ๆ ของเราในอดีต หรืออาจติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ถ้าสมมติจะรู้สึกผิดหรือน้อยใจกับสิ่งนี้ ก็ไม่ได้มองว่าผิดแปลกอะไร ท้ายที่สุดแล้ว ชาวเราทั้งหลายก็ต้องแบกสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้เดินหน้ากันต่อ ผมชอบปลอบใจตัวเองด้วยการมองเรื่องนี้เป็นเกมไพ่ เพียงแต่เกมนี้เราเล่นกันบนกระดานชีวิต สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คงเหมือนไพ่ที่เราจั่วขึ้นมา หลายครั้งมันก็ไม่ได้ตรงใจแบบที่อยากให้เป็น อาจสูงเกินไป ต่ำเกินไป หรือแทบไม่มีแต้มต่อที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะ แต่ไหน ๆ ก็ขึ้นมือมาแล้ว เราคงต้องลองเล่นไพ่ที่มีอยู่บนมือนี่ให้ดีที่สุดดู ผลลัพธ์อาจไม่เป็นดั่งหวัง แต่ก็คงดีกว่าการมัวแต่โอดครวญว่าทำไมไพ่บนมือแย่จัง หลังจากนี้ บางคนอาจมีเทิร์นที่ได้เปลี่ยนไพ่ในมืออีก หรือบางคนอาจไม่มีแล้ว แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อจบเกมไป คุณก็ได้ขึ้นชื่อว่าเล่นไพ่บนมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต่อให้ไม่อธิบาย ก็น่าจะเข้าใจกับอุปมาที่จะสื่อ ขอให้ทุกคนโชคดีกับไพ่บนมือของตัวเอง “ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้ ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู”
-

นกน้อยทำรังดี ๆ เถอะ ถ้านกน้อยไม่ชอบเที่ยว
นอกจากนกจะไม่อยู่ข้างพี่ตาแล้ว นกน้อยทั้งหลายหลังเรียนจบก็คงต้องเลือกปักหลักที่ไหนสักที่ตามแต่ภาระหน้าที่และความจำเป็นกันไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นในเมืองกรุง เพราะแหล่งงานกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง การเลือกรังสักแห่งเพื่อพักอาศัยจึงเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับหลายคนไม่ใช่น้อย เนื่องจากมีปัจจัยต่าง ๆ นานาให้ต้องพิจารณา ผมเลยอยากจะลองเสนอความคิดจากประสบการณ์ในวัย 25 ปีของผม เกี่ยวกับการเลือกรังสักแห่งเพื่อปักหลัก หากคุณเป็นคนประเภทเดียวกัน คือไม่ชอบเที่ยว ไม่ชอบการออกไปข้างนอก และไม่ได้รู้สึกว่าการลากตัวเองไปสัมผัสโลกภายนอกมันคุ้มค่ากับพลังงานที่เสียไป (อย่างน้อยก็ในวัยนี้) ผมคิดว่าเราควรลงทุนกับที่อยู่อาศัยให้มาก การที่คนใดคนหนึ่งไม่ชอบเที่ยวหรือออกไปข้างนอก นั่นมีแนวโน้มว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับที่พักของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ชอบเที่ยว ก็น่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้มากโข ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองเอาเงินส่วนนี้มาลงทุนกับที่อยู่แทน ถ้าจะเลือก ผมจึงมองว่าเราควรเลือกที่ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่จะอยู่มากที่สุด อาจจะเป็นเรื่องของความสวยงาม พื้นที่ใช้สอย ความใกล้ที่ทำงาน หรืออะไรก็ตามแต่ โดยที่เราไม่ต้องเคร่งครัดกับราคามากจนเกินไป แต่หากใครที่มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว การลงทุนตกแต่งห้องก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน อาจเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ รูปภาพ โคมไฟ หรือของตกแต่งที่ทำให้พื้นที่ของคุณน่าอยู่และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เปิดประตูเข้ามา ยิ่งถ้าคุณเป็น “นกที่เวิร์กฟรอมโฮม” (Work from Home) รังที่คุณเลือกก็จะไม่ใช่แค่ที่อาศัย แต่ยังเป็นออฟฟิศที่คุณต้องใช้ทำงานตั้งแต่ตะวันขึ้นยันตกดิน การลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ผมจึงมองว่าคุ้มค่ามาก เพราะการมีที่อยู่ดี ๆ สักที่ จะช่วยชาร์จพลังงานให้เราพร้อมบินออกจากรังไปหาเงินกันต่อในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นมุมหนึ่ง…
-

จงยอมศิโรราบให้การนอนไม่หลับ
หากเป็นตัวละครในเกม RPG ผมคงเป็นตัวละครที่เกิดมาโดยมี passive skill เป็นการนอนหลับยากและตื่นง่าย ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและเสีย ถ้าข้อดี คงเป็นการตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดัง ถ้าเป็นเช่นนี้ ยังไงเราก็มั่นใจได้เลยว่าเราจะไม่มีทางหลับเกินเวลาที่อยากให้ตื่น แต่ถ้าข้อเสียก็ตามชื่ออาการเลย นอนหลับยาก มักไม่หลับถ้าไม่ถึงเวลา หรือมีเรื่องกังวลใจ นอกจากนี้ แค่มีแสงเสียงเล็กน้อยก็พร้อมสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ซึ่งแน่นอนการหลับบนเครื่องบิน รถบัส หรือรถไฟ ถือว่าเป็นนรกเลย ทั้งเสียงเด็กร้อง คนนอนกรน เสียงเครื่องยนต์ และอีกสารพัดมลพิษทางเสียง หลังจากใช้ชีวิตกับ passive skill นี้มาเรื่อย ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าควรยอมศิโรราบให้กับการนอนไม่หลับ จะว่ายอมแพ้ ก็ไม่เชิง แต่เรียกว่า พยายามใช้ประโยชน์และอยู่กับมันให้มากที่สุดดีกว่า เช่น ถ้ารู้ตัวว่าตอนนี้ถ้าลองนอนจะนอนไม่หลับแน่ ๆ สังเกตได้จากสัญญาณใหญ่ ๆ เลยคือชีพจร ที่ถ้ายังเต้นเร็วหรือปกติมักไม่หลับ ต้องเต้นช้า(เช็คจากสมาร์ทวอช) ผมจะลุกขึ้นมาหาไรทำทันที ไม่ว่าจะหยิบหนังสือมาอ่าน หรือเขียนอะไรแบบที่คุณทั้งหลายอ่านอยู่นี้ (ข้อนี้ก็คิดได้ตอนนอนไม่หลับ และก็เขียนตอนนอนไม่หลับเช่นกัน) เพราะการฝืนนอนต่อไปก็มีแต่ทรมานและยิ่งทรมานเข้าไปอีกถ้าคิดเยอะ เช่น คิดว่าจะนอนหลับไหม หรือ จะตื่นได้ไหม ทำให้เกิดเป็นปัญหา Catch…
-

มูฟออนเป็นวงกลมได้ แต่อย่ามูฟออนแบบ Day 1 เลย
ท่ามกลางสภาวะโลกที่เปลี่ยนไวเหมือนนายกประเทศไทย เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ก้าวไปไหน หากคนใต้ยังรักประชาธิปัตย์ฉันใด คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มูฟออนฉันนั้น นั่นคือเหล่าชาว day 1 ทั้งหลาย แน่นอนว่าหลายคนคงคุ้นเคยหรือเคยทำคอนเทนต์แนวตั้งมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยโพสต์ลงโซเชียลมิเดียด้วยข้อความ “day 1” เป็นหมุดหมายของการเริ่มกิจกรรมอะไรบางอย่างและคาดหวังว่าจะเป็น day 2 3 4 … ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ความจริงคือน้อยคนนักที่จะไปตลอดรอดฝั่ง หลายครั้งก็มักลงเอยกลับมา day 1 ในรอบถัดไป แน่นอนผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ผมเลยเรียกสิ่งนี้ว่าการมูฟออนแบบ day 1 ผมพบว่าการมูฟออนแบบ day 1 นี่เลวร้ายกว่ามูฟออนเป็นวงกลม ถ้ามูฟออนเป็นวงกลมคือเราคงเล่าเรื่องคนคุยเก่าหรือแฟนเก่าแค่ให้กับเพื่อนหรือคนใกล้ตัวฟัง แต่การมูฟออนแบบ day 1 คือการประกาศกร้าวลงสาธารณะซึ่งมีคนนับร้อยพันพร้อมเลื่อนผ่าน(บางคนก็พร้อมใส่ใจด้วย) ถ้ากลับมา day 1 อีกรอบ แน่นอนว่าก็ต้องพยายานรับรู้อยู่พร้อมหน้า ครั้นจะรู้สึกเสียหน้ากับทั้งตัวเองและพยานทั้งหลายที่ไปไม่รอด ก็คงห้ามไม่ได้ ผมจึงมีทางแก้จากประสบการณ์การเคยติดลูป day 1 มาลองเสนอ นั่นก็คือการไม่ต้องทำให้เป็น day 1 ตั้งแต่แรก หากคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง ลองไม่ต้องประกาศให้คนรู้ว่าคุณกำลังจะเริ่ม…