-

เรื่องใหญ่ในวันนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องตลกวงเหล้าในวันหน้า
ตั้งแต่เมื่อเริ่มลืมตาดูโลก ชีวิตของคนเราก็ประดังเข้ามาด้วยปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ง่ายยันซับซ้อน สารพันเรื่องราวเกิดขึ้นในหลากหลายมิติของชีวิต และหลายครั้งมันก็เหมือนจะบีบเค้นตัวเราให้จนปัญญาที่จะแก้ไข หรือทำให้ระทมทุกข์เกินคณานับ แต่อย่างไรก็ตาม… ถ้าคุณท่านทั้งหลายยังนั่งอ่านสิ่งที่ผมเขียนนี้อยู่ได้ มันก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่าเราได้เอาตัวรอดจากมันมาได้แล้ว หรือหากใครที่กำลังประสบพบเจออยู่ตอนนี้ ก็เชื่อเถอะครับว่า เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นแค่เรื่องตลกในวันข้างหน้า . พออายุขึ้นเลข 25 ผมก็ตระหนักได้ว่า ความสามารถในการรับมือกับเรื่องราวหลายอย่าง ล้วนแปรผันตรงตามประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น ยิ่งอายุมากขึ้น ปัญหาที่เคยยากก็ดูง่ายขึ้น อะไรที่เคยซับซ้อนก็ดูคลี่คลายลง อะไรที่เคยคิดว่าใหญ่โตก็กลับเล็กลง สวนทางกับอวัยวะ (หลายอย่าง) ในร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอย แน่นอนครับว่า ในช่วงเวลาที่ตัวเรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่จริง ๆ ชีวิตมันไม่ได้ดูง่ายอย่างที่ผมกล่าวไปหรอก ขณะที่เผชิญหน้า เรื่องต่าง ๆ มันคงดูใหญ่โตเท่าโลก มุมมองของเราอาจจะแคบลงเพราะมัวแต่โฟกัสอยู่กับปัญหาก้อนใหญ่ตรงหน้า แต่เชื่อไหม… พอเราเดินผ่านมันมาได้แล้วมองย้อนกลับไป สิ่งนั้นก็เหมือนจะเล็กลงทันที และยิ่งเราเดินไปข้างหน้าได้ไกลเท่าไหร่ ปัญหาก้อนนั้นก็ยิ่งดูเล็กลงเรื่อย ๆ ด้วย ในที่สุดวันหนึ่ง เมื่อเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นมันเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในเส้นทางชีวิตอันยาวไกลเท่านั้น ถึงตอนนั้น… มันอาจจะเป็นวันที่เราหยิบยกเอาปัญหาเหล่านั้น มานั่งเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างสนุกสนานและตลกขบขันในวงเหล้าก็ได้ “เรื่องใหญ่ในวันนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องตลกวงเหล้าในวันหน้า”
-

น้ำเชี่ยวให้เอาไททานิกขวาง
เชื่อว่าตั้งแต่เด็ก หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับสุภาษิตที่ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” มันมีความหมายเชิงติติงหรือตักเตือนเราว่า อย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ ปัญหา หรือเหตุการณ์ที่กำลังรุนแรง เพราะอาจนำอันตรายมาสู่ตนเองได้ เรามักได้ยินสุภาษิตนี้อย่างน้อยก็ในคาบเรียนวิชาภาษาไทย หรือจากผู้ใหญ่ที่พยายามสั่งสอนเรา แน่นอนว่าตอนยังเป็นเด็ก ฟังดูก็เหมือนจะมีเหตุผลที่เขาเตือนแบบนั้น แต่พอเติบโตขึ้นมา ผมกลับตกผลึกความคิดได้ว่า… ในบางครั้งเราก็คงต้องขวาง และถ้าขวางด้วยเรือพายธรรมดา ๆ มันไม่ไหว งั้นเราก็ต้องขวางด้วย “เรือไททานิก” ในแง่หนึ่ง สุภาษิตนี้อาจสอนให้เรารู้จักการปล่อยผ่าน หรือมองหาโอกาสที่ดีกว่าในการจัดการปัญหา แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมคิดว่ามันเหมือนการพยายามหนีปัญหาไปชั่วคราว ปล่อยเบลอแล้วหวังจะไปแก้เอาดาบหน้าตอนที่ทุกอย่างสงบลง ซึ่งในความเป็นจริง บางเรื่องบางเหตุการณ์หากเราปล่อยไป มันอาจจะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่บานปลายกว่าเดิม โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องของการอย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ การไม่พยายามทำอะไรเลยในตอนนั้น มันหมายความว่าเราอาจกำลังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ลองคิดภาพว่าคุณกำลังเห็นหัวหน้าตบหน้าเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศด้วยความโมโหดูสิครับ… คุณคิดว่าในบริบทนี้เราควรนิ่งเฉยเพียงเพราะคำว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” อย่างนั้นจริง ๆ หรือ? แต่แน่นอนครับ การจะเข้าไปขวางหรือพยายามจัดการกับคน เหตุการณ์ หรือปัญหาที่กำลังคุกรุ่นอยู่หลัด ๆ ถ้าเราใช้แค่เรือแจวธรรมดาเราคงจมหายไปกับน้ำแน่ ผมเลยคิดว่า ถ้าจะขวาง… เราควรเอา “ไททานิก” ขวางไปเลย! ไททานิกในความหมายของผม คือการเปรียบเปรยถึงการหยิบยก “อะไรบางอย่างที่แข็งแรง ทรงพลัง และคงทนกว่า”…
-

ลองฝืนแรงดึงดูดดูบ้างก็ได้ อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย
เชื่อว่าคอหนังสือพัฒนาตัวเองคงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับ “กฎแรงดึงดูด” (Law of Attraction) ความเชื่อที่ว่า ความคิดและอารมณ์ของเราสามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาในชีวิต ซึ่งหากมองในเชิงความสัมพันธ์ ก็ต้องตีความว่าคนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน อันที่จริง ผมก็ไม่ได้ต้องการจะงัดข้ออะไรกับทฤษฎีนี้ แถมยังคิดว่ามีส่วนที่ดูจะเป็นจริงอยู่บ้าง หากแต่ผมได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วในความสัมพันธ์ เราอาจต้องติดไอพ่นและฝืนกฎแรงดึงดูดกันเสียบ้าง ถ้าเราจะเออออตามกฎแรงดึงดูดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็คงต้องปล่อยให้จักรวาลคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราเอง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันก็จะหากันเอง ถ้าเป็นความสัมพันธ์ เดี๋ยวคนที่เหมือนเราก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของเราเอง แต่นั่นจะหมายความว่า… ถ้าคุณรวยแต่เพื่อนรักของคุณไม่รวย คุณต้องเลิกคบกับเขาเพราะเขาไม่เหมือนคุณงั้นหรือ? และหมายความว่า ถ้าแฟนของคุณชอบดูหนัง แต่คุณชอบอ่านหนังสือ คุณจะต้องเลิกกับเขาเพราะแฟนคุณไม่เหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม? พอลองยกตัวอย่างจริง ๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ก็ดูน่าให้ขบคิดขึ้นมาทันที ผมจึงมองว่าการเชื่อสิ่งนี้แบบสุดปรอท เป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้ละเลยสิ่งหรือคนที่ไม่ได้เหมือนเรา เราจะกลายเป็นคนที่สร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมาโดยปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่น “สิ่งใดที่ไม่เหมือนฉัน ล้วนเป็นอื่น และสิ่งใดที่เป็นอื่น ล้วนไม่ควรอยู่ในระบบนิเวศของฉัน” ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศที่คุณสร้างก็จะมีแต่สิ่งที่เหมือนคุณและมีคุณเป็นศูนย์กลางกลางจักรวาล แต่ระบบนิเวศที่แบนราบแบบนี้มันจะดีจริง ๆ หรือ? การฉีดวัคซีน จริง ๆ แล้วก็คือการนำไวรัสเข้าตัว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนาตาม หากวิเคราะห์กันจริง ๆ…
-

แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู แล้วคุณจะมองโลกต่างไป
ก่อนอื่นผมอยากเปิดข้อนี้ด้วยการให้ทุกคนลองทบทวนตัวเองว่า ตั้งแต่เด็กยันปัจจุบัน ความอดทนในการรอสิ่งต่าง ๆ หรือการจดจ่อกับอะไรบางอย่างนาน ๆ ของเราลดลงบ้างไหม? เช่น เมื่อก่อนเราเคยอ่านหนังสือได้เป็นเล่มโดยไม่หยุดพัก รออาหารตามสั่งแบบไม่ได้มีอะไรให้กดเล่น หรือไม่ได้หงุดหงิดอะไรถ้าต้องรอดูโฆษณาเวลาละครหลังข่าวตัดเบรก แต่ปัจจุบันเราไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าใช่… ผมคิดว่าเราคงรู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิและความอดทนของเราสั้นลง งานวิจัยจากหลายแหล่งก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า สมาธิของคนยุคปัจจุบันสั้นลงจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราคุ้นเคยกับมันจนเป็นดั่งอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว ผมเคยพยายามแก้ปัญหาการติดโทรศัพท์ด้วยการจงใจทิ้งมันไว้ที่บ้านแล้วออกไปทำงาน และเนื่องด้วยที่ทำงานแรกของผมมีนโยบายห้ามนำโทรศัพท์เข้าไปที่โต๊ะทำงาน ก็เลยไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารทางโซเชียล พอได้ทำอย่างนั้นแล้ว ยอมรับเลยว่ามีความรู้สึกเหมือนคนขาดสิ่งเสพติด แต่อีกทางหนึ่งก็เหมือนได้ค้นพบโลกใหม่ เส้นทาง ธรรมชาติ ผู้คน ป้าย แสงสีต่าง ๆ ระหว่างเดินทางไปทำงานที่เราไม่เคยสนใจนัก เราก็เริ่มพิจารณารายละเอียดของมันมากขึ้น เมนู ป้ายโบรชัวร์ หรือแม้กระทั่งใบเสร็จ ก็กลายเป็นสิ่งที่เราหยิบขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาได้หมด จนบางทียังตกใจว่า “มันมีสิ่งนี้เขียนไว้ด้วยเหรอนี่?” ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งเดิม ๆ ที่อยู่ในเส้นทางของเรามาตลอด เพียงแค่เราไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของมันเลยในเวลาที่มีสมาร์ทโฟนอยู่กับตัว การทดลองครั้งนั้นทำให้ผมรู้ว่า การหยุดใช้สมาร์ทโฟนไปชั่วครู่ ช่วยทำให้การมองโลกที่คุ้นเคยของเราต่างออกไป เรารู้จักใส่ใจและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น จนบางทีเรียกได้ว่าแทบจะค้นพบสิ่งใหม่ที่เคยมองข้ามไป อย่างไรก็ตามแต่ หลายคนก็คงไม่น่าจะถึงขั้นยอมหักดิบออกไปทำงานโดยไม่พกโทรศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ลองดูถ้าโอกาสเอื้ออำนวย มันเป็นประสบการณ์แบบจงใจสร้างขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่ต้องคอยรอให้ถึงช่วงเวลาที่โทรศัพท์พัง “แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู…
-

ลงทุนกับสุขภาพเถอะ อย่าฝากชีวิตไว้กับประกันกลุ่มเลย
ว่ากันว่าเมื่อเข็มนาฬิกาชีวิตเดินมาถึงเลข 25 ร่างกายของคนเราก็เริ่มเสื่อมถอย บางคนอาจเริ่มรู้สึก บางคนอาจยัง หรือบางคนก็คิดว่าคงชัดตอน 30 อย่างไรก็ตามแต่ การเสื่อมถอยของร่างกายก็ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะไปชี้ที่เลขไหน หากมองย้อนไป เราใช้ร่างกายกันเต็มที่ตั้งแต่วัยเรียนยันวัยทำงาน จากดินสอยันปากกา จากชุดนักเรียนยันห้อยบัตรออฟฟิศ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือยันตะวันขึ้น อดนอนแก้งานจนขอบตาคล้ำ หรืออัดแอลกอฮอล์เข้าร่างยันเช้ามืดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราก่อหนี้ร่างกายกันเยอะแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้คืนให้มากพอเท่ากับที่ทำลายไป ผมเรียนรู้ว่าอย่างน้อยในวัยนี้ เราก็ควรเริ่มใช้คืนกันแบบจริงจังได้แล้ว ถึงส่วนตัวจะไม่ชอบคอนเทนต์แนวไลฟ์โค้ชเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยจากการใช้ชีวิตมาเลยคือ “การเลือกลงทุนกับสุขภาพ” ถ้ามองเป็นการลงทุน เราก็เรียกได้ว่าก่อหนี้ร่างกายกันมาเยอะจากกิจกรรมที่ยกตัวอย่างในย่อหน้าแรก หนี้มากน้อยก็ต่างกันไป บางคนหนี้ก็คืออาการป่วยเรื้อรัง ความไม่แข็งแรง ในขณะที่บางคนหนี้ก็อาจโผล่มาเป็นไขมันก้อนโต คงถึงวัยของเราแล้วที่ต้องจริงจังกับสุขภาพ จริงจังที่ว่า… ผมหมายถึงการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นปกติวิสัยเลย เหมือนที่ผมกล่าวไปในข้อก่อน ๆ หน้าว่า ไม่ควรมองการออกกำลังกายเป็นพิธีกรรมวิเศษอะไรที่ต้องคอยโพสต์ Day 1 และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขั้นออกหนักเป็นบ้าเป็นหลังทุกวัน แค่อยากเสนอว่า สิ่งง่าย ๆ ที่ดีกับร่างกายเราควรเริ่มทำเป็นกิจวัตรเสีย เลือกกินบ้าง ออกไปวิ่งบ้าง ตีแบดบ้าง เดินให้เยอะขึ้น ลดแอลกอฮอล์ ลดบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการลงทุนที่ดีแล้ว ถ้าทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวอนาคตคุณจะอัปเวลไปทำให้มากขึ้นก็ตามแต่ละคน การลงทุนก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย…
-

ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้แล้ว ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู
ว่ากันว่าชีวิตเรามีหลายสิ่งเปลี่ยนได้และไม่ได้ หากเปลี่ยนได้ก็ดีหน่อยที่มีทางสำรองให้หักพวงมาลัยเข้าเสมอ แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็คงต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้ไหม หลายครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้ก็อาจมาจากการตัดสินใจเป็นทอด ๆ ของเราในอดีต หรืออาจติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ถ้าสมมติจะรู้สึกผิดหรือน้อยใจกับสิ่งนี้ ก็ไม่ได้มองว่าผิดแปลกอะไร ท้ายที่สุดแล้ว ชาวเราทั้งหลายก็ต้องแบกสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้เดินหน้ากันต่อ ผมชอบปลอบใจตัวเองด้วยการมองเรื่องนี้เป็นเกมไพ่ เพียงแต่เกมนี้เราเล่นกันบนกระดานชีวิต สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คงเหมือนไพ่ที่เราจั่วขึ้นมา หลายครั้งมันก็ไม่ได้ตรงใจแบบที่อยากให้เป็น อาจสูงเกินไป ต่ำเกินไป หรือแทบไม่มีแต้มต่อที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะ แต่ไหน ๆ ก็ขึ้นมือมาแล้ว เราคงต้องลองเล่นไพ่ที่มีอยู่บนมือนี่ให้ดีที่สุดดู ผลลัพธ์อาจไม่เป็นดั่งหวัง แต่ก็คงดีกว่าการมัวแต่โอดครวญว่าทำไมไพ่บนมือแย่จัง หลังจากนี้ บางคนอาจมีเทิร์นที่ได้เปลี่ยนไพ่ในมืออีก หรือบางคนอาจไม่มีแล้ว แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อจบเกมไป คุณก็ได้ขึ้นชื่อว่าเล่นไพ่บนมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต่อให้ไม่อธิบาย ก็น่าจะเข้าใจกับอุปมาที่จะสื่อ ขอให้ทุกคนโชคดีกับไพ่บนมือของตัวเอง “ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้ ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู”
-

นกน้อยทำรังดี ๆ เถอะ ถ้านกน้อยไม่ชอบเที่ยว
นอกจากนกจะไม่อยู่ข้างพี่ตาแล้ว นกน้อยทั้งหลายหลังเรียนจบก็คงต้องเลือกปักหลักที่ไหนสักที่ตามแต่ภาระหน้าที่และความจำเป็นกันไป ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นในเมืองกรุง เพราะแหล่งงานกระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง การเลือกรังสักแห่งเพื่อพักอาศัยจึงเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับหลายคนไม่ใช่น้อย เนื่องจากมีปัจจัยต่าง ๆ นานาให้ต้องพิจารณา ผมเลยอยากจะลองเสนอความคิดจากประสบการณ์ในวัย 25 ปีของผม เกี่ยวกับการเลือกรังสักแห่งเพื่อปักหลัก หากคุณเป็นคนประเภทเดียวกัน คือไม่ชอบเที่ยว ไม่ชอบการออกไปข้างนอก และไม่ได้รู้สึกว่าการลากตัวเองไปสัมผัสโลกภายนอกมันคุ้มค่ากับพลังงานที่เสียไป (อย่างน้อยก็ในวัยนี้) ผมคิดว่าเราควรลงทุนกับที่อยู่อาศัยให้มาก การที่คนใดคนหนึ่งไม่ชอบเที่ยวหรือออกไปข้างนอก นั่นมีแนวโน้มว่าเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับที่พักของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ชอบเที่ยว ก็น่าจะลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้มากโข ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองเอาเงินส่วนนี้มาลงทุนกับที่อยู่แทน ถ้าจะเลือก ผมจึงมองว่าเราควรเลือกที่ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่จะอยู่มากที่สุด อาจจะเป็นเรื่องของความสวยงาม พื้นที่ใช้สอย ความใกล้ที่ทำงาน หรืออะไรก็ตามแต่ โดยที่เราไม่ต้องเคร่งครัดกับราคามากจนเกินไป แต่หากใครที่มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว การลงทุนตกแต่งห้องก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน อาจเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ รูปภาพ โคมไฟ หรือของตกแต่งที่ทำให้พื้นที่ของคุณน่าอยู่และรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เปิดประตูเข้ามา ยิ่งถ้าคุณเป็น “นกที่เวิร์กฟรอมโฮม” (Work from Home) รังที่คุณเลือกก็จะไม่ใช่แค่ที่อาศัย แต่ยังเป็นออฟฟิศที่คุณต้องใช้ทำงานตั้งแต่ตะวันขึ้นยันตกดิน การลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ผมจึงมองว่าคุ้มค่ามาก เพราะการมีที่อยู่ดี ๆ สักที่ จะช่วยชาร์จพลังงานให้เราพร้อมบินออกจากรังไปหาเงินกันต่อในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงความเห็นมุมหนึ่ง…
-

จงยอมศิโรราบให้การนอนไม่หลับ
หากเป็นตัวละครในเกม RPG ผมคงเป็นตัวละครที่เกิดมาโดยมี passive skill เป็นการนอนหลับยากและตื่นง่าย ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและเสีย ถ้าข้อดี คงเป็นการตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดัง ถ้าเป็นเช่นนี้ ยังไงเราก็มั่นใจได้เลยว่าเราจะไม่มีทางหลับเกินเวลาที่อยากให้ตื่น แต่ถ้าข้อเสียก็ตามชื่ออาการเลย นอนหลับยาก มักไม่หลับถ้าไม่ถึงเวลา หรือมีเรื่องกังวลใจ นอกจากนี้ แค่มีแสงเสียงเล็กน้อยก็พร้อมสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ซึ่งแน่นอนการหลับบนเครื่องบิน รถบัส หรือรถไฟ ถือว่าเป็นนรกเลย ทั้งเสียงเด็กร้อง คนนอนกรน เสียงเครื่องยนต์ และอีกสารพัดมลพิษทางเสียง หลังจากใช้ชีวิตกับ passive skill นี้มาเรื่อย ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าควรยอมศิโรราบให้กับการนอนไม่หลับ จะว่ายอมแพ้ ก็ไม่เชิง แต่เรียกว่า พยายามใช้ประโยชน์และอยู่กับมันให้มากที่สุดดีกว่า เช่น ถ้ารู้ตัวว่าตอนนี้ถ้าลองนอนจะนอนไม่หลับแน่ ๆ สังเกตได้จากสัญญาณใหญ่ ๆ เลยคือชีพจร ที่ถ้ายังเต้นเร็วหรือปกติมักไม่หลับ ต้องเต้นช้า(เช็คจากสมาร์ทวอช) ผมจะลุกขึ้นมาหาไรทำทันที ไม่ว่าจะหยิบหนังสือมาอ่าน หรือเขียนอะไรแบบที่คุณทั้งหลายอ่านอยู่นี้ (ข้อนี้ก็คิดได้ตอนนอนไม่หลับ และก็เขียนตอนนอนไม่หลับเช่นกัน) เพราะการฝืนนอนต่อไปก็มีแต่ทรมานและยิ่งทรมานเข้าไปอีกถ้าคิดเยอะ เช่น คิดว่าจะนอนหลับไหม หรือ จะตื่นได้ไหม ทำให้เกิดเป็นปัญหา Catch…
-

มูฟออนเป็นวงกลมได้ แต่อย่ามูฟออนแบบ day 1 เลย
ท่ามกลางสภาวะโลกที่เปลี่ยนไวเหมือนนายกประเทศไทย… เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ก้าวไปไหน หากคนใต้ยังรักประชาธิปัตย์ฉันใด คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มูฟออนฉันนั้น นั่นคือเหล่า “ชาว Day 1” ทั้งหลาย เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคย หรืออาจจะเคยทำคอนเทนต์แนวตั้งมั่นว่าจะปฏิวัติตัวเอง โดยการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า “Day 1” เพื่อเป็นหมุดหมายของการเริ่มต้นกิจกรรมอะไรบางอย่าง และคาดหวังว่าจะมี Day 2, 3, 4 … ตามมาเรื่อย ๆ แต่ความจริงคือ… มีน้อยคนนักที่จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง หลายครั้งมักจะลงเอยด้วยการวนลูปกลับมาเริ่มต้น Day 1 ใหม่ในรอบถัดไป แน่นอนว่าผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ผมเลยเรียกสิ่งนี้ว่า “การมูฟออนแบบ Day 1” ผมพบว่าการมูฟออนแบบ Day 1 นั้นเลวร้ายกว่าการมูฟออนเป็นวงกลมเสียอีก ถ้าเรามูฟออนเป็นวงกลมในเรื่องความสัมพันธ์ เราก็คงแค่บ่นเรื่องคนคุยเก่าหรือแฟนเก่าซ้ำ ๆ ให้เพื่อนสนิทหรือคนใกล้ตัวฟัง แต่การมูฟออนแบบ Day 1 มันคือการประกาศกร้าวต่อหน้าสาธารณชน ที่มีคนนับร้อยนับพันพร้อมจะเลื่อนผ่าน (และบางคนก็พร้อมจะเข้าใส่ใจด้วย) พอคุณวนลูปกลับมาเริ่มต้น Day 1 อีกรอบ แน่นอนว่าเหล่าพยานบนหน้าฟีดก็รับรู้กันพร้อมหน้าพร้อมตา…
-

อย่าพูดแต่เรื่องตัวเองเลย ถ้าคุณไม่ได้ทำเดี่ยวไมโครโฟน
เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับ Stand-up Comedy หรือที่บ้านเราคุ้นเคยกันในชื่อ “เดี่ยวไมโครโฟน” น่าจะผ่านตากันมาไม่มากก็น้อยกับการเห็นคนขึ้นไปเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองบนเวทีพร้อมไมโครโฟนในมือ แต่จากประสบการณ์การใช้ชีวิตมา ผมพบว่าเดี่ยวไมโครโฟนไม่ได้มีอยู่แค่บนเวทีเท่านั้น บางครั้งมันมาในรูปแบบของการสนทนากับคนที่คบค้าสมาคมด้วย แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ… มันไม่ได้เรียกเสียงหัวเราะเหมือนตอนอยู่บนเวทีนี่สิ ผมมักจะเรียกมนุษย์ผู้ที่เอาแต่พูดเรื่องของตัวเองว่า “เดี่ยวไมโครโฟน” ซึ่งความหมายก็ฟังดูเสียดสีพอสมควร แต่มันก็ตรงตามความหมายเลย คือถ้าการสนทนาในวงนั้นจะประกอบไปด้วยเรื่องของคุณไปเสีย 90% แล้ว คุณก็เอาไมค์ไปพูดคนเดียวเถอะ แน่นอนว่ามันมีกรณียกเว้น ไม่ใช่ทุกคนที่พูดแต่เรื่องตัวเองจะเป็นพวกเดี่ยวไมโครโฟนเสมอไป เพราะเราต้องดูบริบทประกอบด้วย เช่น ถ้าเป็นการระบายปรับทุกข์ เล่าเรื่องตลกยามสังสรรค์ หรือเป็นการตอบคำถาม อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เดี่ยวไมโครโฟนในความหมายของผม… อยากให้ลองนึกสภาพตอนที่คุณไปเดต แล้วคู่เดตของคุณเอาแต่พูดเรื่องของตัวเองโดยไม่มีช่องไฟให้คุณได้แทรกหรือคุยเรื่องอื่นเลย หรือการเจอคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วเขาก็พ่นเรื่องตัวเองมาครึ่งชั่วโมงเต็มโดยที่ไม่คิดจะถามคำถามอะไรเกี่ยวกับเราสักคำ คนกลุ่มนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเราควรจะยื่นไมค์ให้ แล้วปล่อยให้เขาขึ้นเวทีไปพูดคนเดียวเลยจะดีกว่า แต่ทั้งนี้… ถ้าใครชอบนั่งฟังเรื่องของคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เพราะเราอาจจะบังเอิญเจอคนที่เล่าเรื่องตัวเองได้สนุกก็ได้ แต่ถ้าคนประเภทนี้เล่าเรื่องสนุกกันทุกคนจริง ในประเทศนี้เราคงไม่ได้รู้จักแค่ “โน้ต อุดม” …จริงไหม? เอาเป็นว่าเชื่อเถอะครับ การพูดแต่เรื่องของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเข้าสังคม ไม่ว่าจะกับคนที่เพิ่งรู้จักกันหรือคนที่ไม่ได้เจอกันนาน เพราะมันทำให้คุณขาดเสน่ห์ และอาจดูเสียมารยาทสำหรับบางคนด้วยซ้ำ จักรวาลนี้มีสารพัดหัวข้อให้เลือกสรรในการสนทนา ลองถามไถ่อีกฝ่ายบ้าง คุยเรื่องรอบตัวบ้าง อย่าปล่อยให้คนอื่นนั่งฟังเราอยู่ฝ่ายเดียวเลย เพราะฉะนั้น… “อย่าพูดแต่เรื่องตัวเองเลย ถ้าคุณไม่ได้ทำเดี่ยวไมโครโฟน”