• bean king drinks Jan Miense

    เรื่องใหญ่ในวันนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องตลกวงเหล้าในวันหน้า

    ตั้งแต่เมื่อเริ่มลืมตาดูโลก ชีวิตของคนเราก็ประดังเข้ามาด้วยปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ง่ายยันซับซ้อน สารพันเรื่องราวเกิดขึ้นในหลากหลายมิติของชีวิต และหลายครั้งมันก็เหมือนจะบีบเค้นตัวเราให้จนปัญญาที่จะแก้ไข หรือทำให้ระทมทุกข์เกินคณานับ แต่อย่างไรก็ตาม… ถ้าคุณท่านทั้งหลายยังนั่งอ่านสิ่งที่ผมเขียนนี้อยู่ได้ มันก็เป็นสัญญาณที่ดีแล้วว่าเราได้เอาตัวรอดจากมันมาได้แล้ว หรือหากใครที่กำลังประสบพบเจออยู่ตอนนี้ ก็เชื่อเถอะครับว่า เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นแค่เรื่องตลกในวันข้างหน้า . พออายุขึ้นเลข 25 ผมก็ตระหนักได้ว่า ความสามารถในการรับมือกับเรื่องราวหลายอย่าง ล้วนแปรผันตรงตามประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น ยิ่งอายุมากขึ้น ปัญหาที่เคยยากก็ดูง่ายขึ้น อะไรที่เคยซับซ้อนก็ดูคลี่คลายลง อะไรที่เคยคิดว่าใหญ่โตก็กลับเล็กลง สวนทางกับอวัยวะ (หลายอย่าง) ในร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอย แน่นอนครับว่า ในช่วงเวลาที่ตัวเรากำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่จริง ๆ ชีวิตมันไม่ได้ดูง่ายอย่างที่ผมกล่าวไปหรอก ขณะที่เผชิญหน้า เรื่องต่าง ๆ มันคงดูใหญ่โตเท่าโลก มุมมองของเราอาจจะแคบลงเพราะมัวแต่โฟกัสอยู่กับปัญหาก้อนใหญ่ตรงหน้า แต่เชื่อไหม… พอเราเดินผ่านมันมาได้แล้วมองย้อนกลับไป สิ่งนั้นก็เหมือนจะเล็กลงทันที และยิ่งเราเดินไปข้างหน้าได้ไกลเท่าไหร่ ปัญหาก้อนนั้นก็ยิ่งดูเล็กลงเรื่อย ๆ ด้วย ในที่สุดวันหนึ่ง เมื่อเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นมันเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในเส้นทางชีวิตอันยาวไกลเท่านั้น ถึงตอนนั้น… มันอาจจะเป็นวันที่เราหยิบยกเอาปัญหาเหล่านั้น มานั่งเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังอย่างสนุกสนานและตลกขบขันในวงเหล้าก็ได้ “เรื่องใหญ่ในวันนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องตลกวงเหล้าในวันหน้า”


  • Marée Basse (Low Tide) (1831)

    น้ำเชี่ยวให้เอาไททานิกขวาง

    เชื่อว่าตั้งแต่เด็ก หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับสุภาษิตที่ว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” มันมีความหมายเชิงติติงหรือตักเตือนเราว่า อย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ ปัญหา หรือเหตุการณ์ที่กำลังรุนแรง เพราะอาจนำอันตรายมาสู่ตนเองได้ เรามักได้ยินสุภาษิตนี้อย่างน้อยก็ในคาบเรียนวิชาภาษาไทย หรือจากผู้ใหญ่ที่พยายามสั่งสอนเรา แน่นอนว่าตอนยังเป็นเด็ก ฟังดูก็เหมือนจะมีเหตุผลที่เขาเตือนแบบนั้น แต่พอเติบโตขึ้นมา ผมกลับตกผลึกความคิดได้ว่า… ในบางครั้งเราก็คงต้องขวาง และถ้าขวางด้วยเรือพายธรรมดา ๆ มันไม่ไหว งั้นเราก็ต้องขวางด้วย “เรือไททานิก” ในแง่หนึ่ง สุภาษิตนี้อาจสอนให้เรารู้จักการปล่อยผ่าน หรือมองหาโอกาสที่ดีกว่าในการจัดการปัญหา แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผมคิดว่ามันเหมือนการพยายามหนีปัญหาไปชั่วคราว ปล่อยเบลอแล้วหวังจะไปแก้เอาดาบหน้าตอนที่ทุกอย่างสงบลง ซึ่งในความเป็นจริง บางเรื่องบางเหตุการณ์หากเราปล่อยไป มันอาจจะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่บานปลายกว่าเดิม โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องของการอย่าเข้าไปขัดขวางผู้มีอำนาจ การไม่พยายามทำอะไรเลยในตอนนั้น มันหมายความว่าเราอาจกำลังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิด ลองคิดภาพว่าคุณกำลังเห็นหัวหน้าตบหน้าเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศด้วยความโมโหดูสิครับ… คุณคิดว่าในบริบทนี้เราควรนิ่งเฉยเพียงเพราะคำว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” อย่างนั้นจริง ๆ หรือ? แต่แน่นอนครับ การจะเข้าไปขวางหรือพยายามจัดการกับคน เหตุการณ์ หรือปัญหาที่กำลังคุกรุ่นอยู่หลัด ๆ ถ้าเราใช้แค่เรือแจวธรรมดาเราคงจมหายไปกับน้ำแน่ ผมเลยคิดว่า ถ้าจะขวาง… เราควรเอา “ไททานิก” ขวางไปเลย! ไททานิกในความหมายของผม คือการเปรียบเปรยถึงการหยิบยก “อะไรบางอย่างที่แข็งแรง ทรงพลัง และคงทนกว่า”…


  • Frédéric Bazille's Réunion de famille

    ลองฝืนแรงดึงดูดดูบ้างก็ได้ อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย

    เชื่อว่าคอหนังสือพัฒนาตัวเองคงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับ “กฎแรงดึงดูด” (Law of Attraction) ความเชื่อที่ว่า ความคิดและอารมณ์ของเราสามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาในชีวิต ซึ่งหากมองในเชิงความสัมพันธ์ ก็ต้องตีความว่าคนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน อันที่จริง ผมก็ไม่ได้ต้องการจะงัดข้ออะไรกับทฤษฎีนี้ แถมยังคิดว่ามีส่วนที่ดูจะเป็นจริงอยู่บ้าง หากแต่ผมได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วในความสัมพันธ์ เราอาจต้องติดไอพ่นและฝืนกฎแรงดึงดูดกันเสียบ้าง ถ้าเราจะเออออตามกฎแรงดึงดูดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็คงต้องปล่อยให้จักรวาลคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราเอง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันก็จะหากันเอง ถ้าเป็นความสัมพันธ์ เดี๋ยวคนที่เหมือนเราก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของเราเอง แต่นั่นจะหมายความว่า… ถ้าคุณรวยแต่เพื่อนรักของคุณไม่รวย คุณต้องเลิกคบกับเขาเพราะเขาไม่เหมือนคุณงั้นหรือ? และหมายความว่า ถ้าแฟนของคุณชอบดูหนัง แต่คุณชอบอ่านหนังสือ คุณจะต้องเลิกกับเขาเพราะแฟนคุณไม่เหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม? พอลองยกตัวอย่างจริง ๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ก็ดูน่าให้ขบคิดขึ้นมาทันที ผมจึงมองว่าการเชื่อสิ่งนี้แบบสุดปรอท เป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้ละเลยสิ่งหรือคนที่ไม่ได้เหมือนเรา เราจะกลายเป็นคนที่สร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมาโดยปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่น “สิ่งใดที่ไม่เหมือนฉัน ล้วนเป็นอื่น และสิ่งใดที่เป็นอื่น ล้วนไม่ควรอยู่ในระบบนิเวศของฉัน” ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศที่คุณสร้างก็จะมีแต่สิ่งที่เหมือนคุณและมีคุณเป็นศูนย์กลางกลางจักรวาล แต่ระบบนิเวศที่แบนราบแบบนี้มันจะดีจริง ๆ หรือ? การฉีดวัคซีน จริง ๆ แล้วก็คือการนำไวรัสเข้าตัว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนาตาม หากวิเคราะห์กันจริง ๆ…


  • Meeting, Bonjour, Monsieur Courbet (1854)

    แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู แล้วคุณจะมองโลกต่างไป

    ก่อนอื่นผมอยากเปิดข้อนี้ด้วยการให้ทุกคนลองทบทวนตัวเองว่า ตั้งแต่เด็กยันปัจจุบัน ความอดทนในการรอสิ่งต่าง ๆ หรือการจดจ่อกับอะไรบางอย่างนาน ๆ ของเราลดลงบ้างไหม? เช่น เมื่อก่อนเราเคยอ่านหนังสือได้เป็นเล่มโดยไม่หยุดพัก รออาหารตามสั่งแบบไม่ได้มีอะไรให้กดเล่น หรือไม่ได้หงุดหงิดอะไรถ้าต้องรอดูโฆษณาเวลาละครหลังข่าวตัดเบรก แต่ปัจจุบันเราไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าใช่… ผมคิดว่าเราคงรู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิและความอดทนของเราสั้นลง งานวิจัยจากหลายแหล่งก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า สมาธิของคนยุคปัจจุบันสั้นลงจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราคุ้นเคยกับมันจนเป็นดั่งอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว ผมเคยพยายามแก้ปัญหาการติดโทรศัพท์ด้วยการจงใจทิ้งมันไว้ที่บ้านแล้วออกไปทำงาน และเนื่องด้วยที่ทำงานแรกของผมมีนโยบายห้ามนำโทรศัพท์เข้าไปที่โต๊ะทำงาน ก็เลยไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารทางโซเชียล พอได้ทำอย่างนั้นแล้ว ยอมรับเลยว่ามีความรู้สึกเหมือนคนขาดสิ่งเสพติด แต่อีกทางหนึ่งก็เหมือนได้ค้นพบโลกใหม่ เส้นทาง ธรรมชาติ ผู้คน ป้าย แสงสีต่าง ๆ ระหว่างเดินทางไปทำงานที่เราไม่เคยสนใจนัก เราก็เริ่มพิจารณารายละเอียดของมันมากขึ้น เมนู ป้ายโบรชัวร์ หรือแม้กระทั่งใบเสร็จ ก็กลายเป็นสิ่งที่เราหยิบขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาได้หมด จนบางทียังตกใจว่า “มันมีสิ่งนี้เขียนไว้ด้วยเหรอนี่?” ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งเดิม ๆ ที่อยู่ในเส้นทางของเรามาตลอด เพียงแค่เราไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของมันเลยในเวลาที่มีสมาร์ทโฟนอยู่กับตัว การทดลองครั้งนั้นทำให้ผมรู้ว่า การหยุดใช้สมาร์ทโฟนไปชั่วครู่ ช่วยทำให้การมองโลกที่คุ้นเคยของเราต่างออกไป เรารู้จักใส่ใจและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น จนบางทีเรียกได้ว่าแทบจะค้นพบสิ่งใหม่ที่เคยมองข้ามไป อย่างไรก็ตามแต่ หลายคนก็คงไม่น่าจะถึงขั้นยอมหักดิบออกไปทำงานโดยไม่พกโทรศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ลองดูถ้าโอกาสเอื้ออำนวย มันเป็นประสบการณ์แบบจงใจสร้างขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่ต้องคอยรอให้ถึงช่วงเวลาที่โทรศัพท์พัง “แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู…


  • corpulent woman provides pustule vaccination

    ลงทุนกับสุขภาพเถอะ อย่าฝากชีวิตไว้กับประกันกลุ่มเลย

    ว่ากันว่าเมื่อเข็มนาฬิกาชีวิตเดินมาถึงเลข 25 ร่างกายของคนเราก็เริ่มเสื่อมถอย บางคนอาจเริ่มรู้สึก บางคนอาจยัง หรือบางคนก็คิดว่าคงชัดตอน 30 อย่างไรก็ตามแต่ การเสื่อมถอยของร่างกายก็ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะไปชี้ที่เลขไหน หากมองย้อนไป เราใช้ร่างกายกันเต็มที่ตั้งแต่วัยเรียนยันวัยทำงาน จากดินสอยันปากกา จากชุดนักเรียนยันห้อยบัตรออฟฟิศ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือยันตะวันขึ้น อดนอนแก้งานจนขอบตาคล้ำ หรืออัดแอลกอฮอล์เข้าร่างยันเช้ามืดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราก่อหนี้ร่างกายกันเยอะแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้คืนให้มากพอเท่ากับที่ทำลายไป ผมเรียนรู้ว่าอย่างน้อยในวัยนี้ เราก็ควรเริ่มใช้คืนกันแบบจริงจังได้แล้ว ถึงส่วนตัวจะไม่ชอบคอนเทนต์แนวไลฟ์โค้ชเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยจากการใช้ชีวิตมาเลยคือ “การเลือกลงทุนกับสุขภาพ” ถ้ามองเป็นการลงทุน เราก็เรียกได้ว่าก่อหนี้ร่างกายกันมาเยอะจากกิจกรรมที่ยกตัวอย่างในย่อหน้าแรก หนี้มากน้อยก็ต่างกันไป บางคนหนี้ก็คืออาการป่วยเรื้อรัง ความไม่แข็งแรง ในขณะที่บางคนหนี้ก็อาจโผล่มาเป็นไขมันก้อนโต คงถึงวัยของเราแล้วที่ต้องจริงจังกับสุขภาพ จริงจังที่ว่า… ผมหมายถึงการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นปกติวิสัยเลย เหมือนที่ผมกล่าวไปในข้อก่อน ๆ หน้าว่า ไม่ควรมองการออกกำลังกายเป็นพิธีกรรมวิเศษอะไรที่ต้องคอยโพสต์ Day 1 และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขั้นออกหนักเป็นบ้าเป็นหลังทุกวัน แค่อยากเสนอว่า สิ่งง่าย ๆ ที่ดีกับร่างกายเราควรเริ่มทำเป็นกิจวัตรเสีย เลือกกินบ้าง ออกไปวิ่งบ้าง ตีแบดบ้าง เดินให้เยอะขึ้น ลดแอลกอฮอล์ ลดบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการลงทุนที่ดีแล้ว ถ้าทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวอนาคตคุณจะอัปเวลไปทำให้มากขึ้นก็ตามแต่ละคน การลงทุนก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย…


  • มูฟออนเป็นวงกลมได้ แต่อย่ามูฟออนแบบ day 1 เลย

    ท่ามกลางสภาวะโลกที่เปลี่ยนไวเหมือนนายกประเทศไทย… เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ก้าวไปไหน หากคนใต้ยังรักประชาธิปัตย์ฉันใด คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่มูฟออนฉันนั้น นั่นคือเหล่า “ชาว Day 1” ทั้งหลาย เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคย หรืออาจจะเคยทำคอนเทนต์แนวตั้งมั่นว่าจะปฏิวัติตัวเอง โดยการโพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า “Day 1” เพื่อเป็นหมุดหมายของการเริ่มต้นกิจกรรมอะไรบางอย่าง และคาดหวังว่าจะมี Day 2, 3, 4 … ตามมาเรื่อย ๆ แต่ความจริงคือ… มีน้อยคนนักที่จะไปได้ตลอดรอดฝั่ง หลายครั้งมักจะลงเอยด้วยการวนลูปกลับมาเริ่มต้น Day 1 ใหม่ในรอบถัดไป แน่นอนว่าผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ผมเลยเรียกสิ่งนี้ว่า “การมูฟออนแบบ Day 1” ผมพบว่าการมูฟออนแบบ Day 1 นั้นเลวร้ายกว่าการมูฟออนเป็นวงกลมเสียอีก ถ้าเรามูฟออนเป็นวงกลมในเรื่องความสัมพันธ์ เราก็คงแค่บ่นเรื่องคนคุยเก่าหรือแฟนเก่าซ้ำ ๆ ให้เพื่อนสนิทหรือคนใกล้ตัวฟัง แต่การมูฟออนแบบ Day 1 มันคือการประกาศกร้าวต่อหน้าสาธารณชน ที่มีคนนับร้อยนับพันพร้อมจะเลื่อนผ่าน (และบางคนก็พร้อมจะเข้าใส่ใจด้วย) พอคุณวนลูปกลับมาเริ่มต้น Day 1 อีกรอบ แน่นอนว่าเหล่าพยานบนหน้าฟีดก็รับรู้กันพร้อมหน้าพร้อมตา…


  • อย่าพูดแต่เรื่องตัวเองเลย ถ้าคุณไม่ได้ทำเดี่ยวไมโครโฟน

    เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับ Stand-up Comedy หรือที่บ้านเราคุ้นเคยกันในชื่อ “เดี่ยวไมโครโฟน” น่าจะผ่านตากันมาไม่มากก็น้อยกับการเห็นคนขึ้นไปเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองบนเวทีพร้อมไมโครโฟนในมือ แต่จากประสบการณ์การใช้ชีวิตมา ผมพบว่าเดี่ยวไมโครโฟนไม่ได้มีอยู่แค่บนเวทีเท่านั้น บางครั้งมันมาในรูปแบบของการสนทนากับคนที่คบค้าสมาคมด้วย แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ… มันไม่ได้เรียกเสียงหัวเราะเหมือนตอนอยู่บนเวทีนี่สิ ผมมักจะเรียกมนุษย์ผู้ที่เอาแต่พูดเรื่องของตัวเองว่า “เดี่ยวไมโครโฟน” ซึ่งความหมายก็ฟังดูเสียดสีพอสมควร แต่มันก็ตรงตามความหมายเลย คือถ้าการสนทนาในวงนั้นจะประกอบไปด้วยเรื่องของคุณไปเสีย 90% แล้ว คุณก็เอาไมค์ไปพูดคนเดียวเถอะ แน่นอนว่ามันมีกรณียกเว้น ไม่ใช่ทุกคนที่พูดแต่เรื่องตัวเองจะเป็นพวกเดี่ยวไมโครโฟนเสมอไป เพราะเราต้องดูบริบทประกอบด้วย เช่น ถ้าเป็นการระบายปรับทุกข์ เล่าเรื่องตลกยามสังสรรค์ หรือเป็นการตอบคำถาม อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณีไป เดี่ยวไมโครโฟนในความหมายของผม… อยากให้ลองนึกสภาพตอนที่คุณไปเดต แล้วคู่เดตของคุณเอาแต่พูดเรื่องของตัวเองโดยไม่มีช่องไฟให้คุณได้แทรกหรือคุยเรื่องอื่นเลย หรือการเจอคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วเขาก็พ่นเรื่องตัวเองมาครึ่งชั่วโมงเต็มโดยที่ไม่คิดจะถามคำถามอะไรเกี่ยวกับเราสักคำ คนกลุ่มนี้แหละครับที่ผมคิดว่าเราควรจะยื่นไมค์ให้ แล้วปล่อยให้เขาขึ้นเวทีไปพูดคนเดียวเลยจะดีกว่า แต่ทั้งนี้… ถ้าใครชอบนั่งฟังเรื่องของคนอื่นก็ไม่ว่ากัน เพราะเราอาจจะบังเอิญเจอคนที่เล่าเรื่องตัวเองได้สนุกก็ได้ แต่ถ้าคนประเภทนี้เล่าเรื่องสนุกกันทุกคนจริง ในประเทศนี้เราคงไม่ได้รู้จักแค่ “โน้ต อุดม” …จริงไหม? เอาเป็นว่าเชื่อเถอะครับ การพูดแต่เรื่องของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเข้าสังคม ไม่ว่าจะกับคนที่เพิ่งรู้จักกันหรือคนที่ไม่ได้เจอกันนาน เพราะมันทำให้คุณขาดเสน่ห์ และอาจดูเสียมารยาทสำหรับบางคนด้วยซ้ำ จักรวาลนี้มีสารพัดหัวข้อให้เลือกสรรในการสนทนา ลองถามไถ่อีกฝ่ายบ้าง คุยเรื่องรอบตัวบ้าง อย่าปล่อยให้คนอื่นนั่งฟังเราอยู่ฝ่ายเดียวเลย เพราะฉะนั้น… “อย่าพูดแต่เรื่องตัวเองเลย ถ้าคุณไม่ได้ทำเดี่ยวไมโครโฟน”


  • โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนคนบ้าปั่นเดดไลน์ (กาแฟ)

    ส้อมกับช้อน เสื่อกับหมอน พระกับรถตู้ เด็กอัสสัมกับอาม่า คุณตันกับวงโย พรรคส้มกับล้มเจ้า โควิดกับอนุทิน อุ้งอิ๊งกับอังเคิล สิ่งเหล่านี้มีอยู่คู่กันฉันใด ชาววัยทำงานก็ต้องคู่กับกาแฟฉันนั้น เรียกได้ว่าถ้าขาดกาแฟกันนี่ไม่น่ารอด บางคนอาจเลยป้ายจนถึงขั้นกลายเป็นการเสพติด ผมเคยถึงขั้นคิดว่า ถ้าวันหนึ่งกาแฟหายไปจากโลก เศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์งานทั้งหลายคงแทบพังครืน เพราะกาแฟสักแก้วในยามเช้าและยามบ่าย เป็นดั่งเชื้อไฟที่เติมพลัง (บังคับ) ให้ร่างกายและสมองเราปั่นงานส่งเดดไลน์ต่อได้ แม้ในยามที่งัวเงียจากการนอนไม่พอ หรือยามที่อาการกระเพาะยามบ่ายกำลังพาหนังตาตก แต่ถ้าทำได้… มันก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ ถ้ามนุษย์เราสามารถทำงานต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพากาแฟ? หากเราย้อนกลับไปบอกบรรพบุรุษยุคหินใหม่เมื่อสักราวหมื่นปีก่อน ว่าชาวเราทั้งหลายต้องกินกาแฟเพื่อให้ทำงานตลอดรอดฝั่งในแต่ละวัน คงดูพิลึกพิลั่นสำหรับพวกเขามาก เพราะในประวัติศาสตร์สามแสนปีของโฮโมเซเปียนส์แบบชาวเรา ก็ออกไปล่าสัตว์ ทำเกษตรกันได้ โดยไม่ต้องซดอเมริกาโน่ทุกเช้า จนกระทั่งมาถึงยุคที่ลิงไร้หางอย่างพวกเราวางจอบ เสียม และธนูล่าสัตว์ มาจับแป้นพิมพ์ คลิกเมาส์อยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม ที่ต้องคอยพึ่งกาแฟเพื่อให้ทำงานได้ราบรื่น จากที่กล่าวมา ผมจึงมองว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขนาดนั้น หากรู้ว่าง่วงหรือสมองไม่เดินในตอนเช้า ก็แค่นอนให้พอ หรือตื่นมาออกกำลังกายแทน ถ้าตอนบ่ายง่วง ก็เลี่ยงการกินแป้งในมื้อเที่ยง หรืองีบสั้น ๆ ช่วงพักสักหน่อย จากที่ผมทดลองมาด้วยตัวเอง พบว่ากิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งคาเฟอีนเลย ประหยัดทั้งเงิน และเลี่ยงการเสพติดได้มากโข หากเราพึ่งกาแฟมากเกินไป…


  • คนเดียวอาจหัวหาย แต่เรียนจบเพื่อนหายแน่นอน

    “เพื่อน” …เมื่อคุณอ่านคำนี้ แล้วมีใบหน้าของใครลอยขึ้นมาบ้าง? คนเหล่านั้นแหละครับ คือคนที่คุณจะได้เจอหน้าน้อยลงเมื่อเรียนจบแยกย้ายกันไป หรือบางคนอาจจะหายยาวไปเลย ทั้งนี้ก็ด้วยภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน ถ้าจังหวะชีวิตเอื้ออำนวย ก็อาจจะได้เจอเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราวตามแต่วันเวลาจะจัดสรรได้ แต่ถ้าจังหวะชีวิตไม่เอื้ออำนวย… อาจด้วยการแยกย้ายไปทำงานคนละที่ หรือการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ วันคืนอันแสนหวานชื่นก็คงไม่ได้เหมือนเดิมเหมือนตอนสมัยเรียนอีกแล้ว ยิ่งถ้าไม่ติดต่อกันเลย ก็เหมือนเรียกว่าตายจากกันไป แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ถูกทดแทนด้วยสังคมใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่ มันคงเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อจังหวะชีวิตของเราเปลี่ยน ระบบนิเวศของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงินแบบเราก็มักจะเปลี่ยนตาม ทั้งคนที่เดินจากไป คนที่ยังอยู่ และคนใหม่ ๆ ที่ผ่านเข้ามา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเผชิญไปเรื่อย ๆ จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัส จำนวนเพื่อนมักจะสวนทางกับเลขอายุที่มากขึ้นเสมอ เรียกว่าหากเรายิ่งเติบโตขึ้น เพื่อนของเราจะยิ่งน้อยลง (หรืออาจจะเป็นแค่ชีวิตของผมคนเดียวก็ไม่รู้) บางคนอาจจะหายไปแบบที่เราตระหนักรู้ คือห่างกันด้วยระยะทางหรือหน้าที่การงานที่ต่างกัน แต่ก็มีเพื่อนอีกประเภท… คือหายไปโดยที่เราไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าหายไปเพราะอะไรหรือตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีก็พบว่า ต่อให้ทักไปคุยกันในวันนี้ ความรู้สึกก็คงไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว หากอ่านมาถึงตรงนี้ ผมก็อยากให้คุณ โดยเฉพาะมนุษย์วัยทำงานทั้งหลาย ลองทบทวนดูว่าตลอดช่วงเวลาที่ทำงานมานี้ เพื่อนที่เคยคบกันสมัยเรียนล้มหายตายจากไปจากชีวิตแล้วกี่คน? คนไหนที่ยังเหลืออยู่ และคนไหนที่เดินจากไปแล้ว ผมเองก็ไม่ได้มีทางแก้หรือคำแนะนำดี ๆ ให้ทำตามใด ๆ ครับ แค่เพียงอยากจะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันก็เป็นธรรมดาของชีวิตเช่นนั้นแล…


  • Louth-London Royal Mail Travelling Train

    อย่าสงสารคนตายเลยแฮรี่ สงสารคนบ้านไกลจากที่ทำงานเถอะ

    เชื่อว่าชาววัยเจริญงานหลายคน คงนำความใกล้-ไกลจากที่ทำงาน บวกเข้าไปในสมการของการหาที่พักด้วย โดยเฉพาะในเมืองกรุง หลายครั้ง… ค่าเช่าที่พักมักจะแปรผกผันกับความสะดวกในการเดินทาง จนบางทีมันแพงมากเสียจนเราต้องตัดใจ ออกไปหาที่อยู่ห่างไกลออกไปเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง แต่ข้อนี้ผมอยากเตือนให้หลายคนคิด โดยเฉพาะคนที่บริษัทไม่มีนโยบาย WFH ว่าการที่เราเลือกอยู่ไกลจากที่ทำงาน นั่นหมายถึงระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น หรืออาจจะต้องต่อรถสารพัดต่อ เวลาที่เราเสียไปบนท้องถนนในทุกเช้าและเย็น ที่จริงมันคือ “ค่าเสียโอกาส” ด้วยกันทั้งนั้น อาจดูเป็นเวลาแค่ 15 นาที 20 นาที หรือ 30 นาที ที่มากขึ้นในแต่ละเช้า แต่ผมอยากชวนให้คิดในภาพรวม ลองนำเวลาเหล่านั้นมาคูณกับจำนวนวันที่เราต้องทำงานต่อเดือนดู แล้วถามตัวเองว่าเราโอเคจริง ๆ ใช่ไหมกับเวลาในชีวิตที่เสียไปเหล่านี้? ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าสมมติคุณทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้นมาแค่วันละ 20 นาที (ทั้งขาไปและขากลับ รวมเป็น 40 นาทีต่อวัน) นั่นหมายความว่า ใน 1 เดือน คุณจะเสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ ถึง 13 ชั่วโมง จำนวนนี้ก็นับว่าเกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว เราจะยอมรับได้จริง…