• Frédéric Bazille's Réunion de famille

    ลองฝืนแรงดึงดูดดูบ้างก็ได้ อย่าเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลางเลย

    เชื่อว่าคอหนังสือพัฒนาตัวเองคงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับ “กฎแรงดึงดูด” (Law of Attraction) ความเชื่อที่ว่า ความคิดและอารมณ์ของเราสามารถดึงดูดสิ่งที่เหมือนกันเข้ามาในชีวิต ซึ่งหากมองในเชิงความสัมพันธ์ ก็ต้องตีความว่าคนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากัน อันที่จริง ผมก็ไม่ได้ต้องการจะงัดข้ออะไรกับทฤษฎีนี้ แถมยังคิดว่ามีส่วนที่ดูจะเป็นจริงอยู่บ้าง หากแต่ผมได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วในความสัมพันธ์ เราอาจต้องติดไอพ่นและฝืนกฎแรงดึงดูดกันเสียบ้าง ถ้าเราจะเออออตามกฎแรงดึงดูดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เราก็คงต้องปล่อยให้จักรวาลคัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเราเอง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันก็จะหากันเอง ถ้าเป็นความสัมพันธ์ เดี๋ยวคนที่เหมือนเราก็จะเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของเราเอง แต่นั่นจะหมายความว่า… ถ้าคุณรวยแต่เพื่อนรักของคุณไม่รวย คุณต้องเลิกคบกับเขาเพราะเขาไม่เหมือนคุณงั้นหรือ? และหมายความว่า ถ้าแฟนของคุณชอบดูหนัง แต่คุณชอบอ่านหนังสือ คุณจะต้องเลิกกับเขาเพราะแฟนคุณไม่เหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม? พอลองยกตัวอย่างจริง ๆ ขึ้นมา สิ่งนี้ก็ดูน่าให้ขบคิดขึ้นมาทันที ผมจึงมองว่าการเชื่อสิ่งนี้แบบสุดปรอท เป็นการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป จนทำให้ละเลยสิ่งหรือคนที่ไม่ได้เหมือนเรา เราจะกลายเป็นคนที่สร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมาโดยปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่น “สิ่งใดที่ไม่เหมือนฉัน ล้วนเป็นอื่น และสิ่งใดที่เป็นอื่น ล้วนไม่ควรอยู่ในระบบนิเวศของฉัน” ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศที่คุณสร้างก็จะมีแต่สิ่งที่เหมือนคุณและมีคุณเป็นศูนย์กลางกลางจักรวาล แต่ระบบนิเวศที่แบนราบแบบนี้มันจะดีจริง ๆ หรือ? การฉีดวัคซีน จริง ๆ แล้วก็คือการนำไวรัสเข้าตัว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราพัฒนาตาม หากวิเคราะห์กันจริง ๆ…


  • Meeting, Bonjour, Monsieur Courbet (1854)

    แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู แล้วคุณจะมองโลกต่างไป

    ก่อนอื่นผมอยากเปิดข้อนี้ด้วยการให้ทุกคนลองทบทวนตัวเองว่า ตั้งแต่เด็กยันปัจจุบัน ความอดทนในการรอสิ่งต่าง ๆ หรือการจดจ่อกับอะไรบางอย่างนาน ๆ ของเราลดลงบ้างไหม? เช่น เมื่อก่อนเราเคยอ่านหนังสือได้เป็นเล่มโดยไม่หยุดพัก รออาหารตามสั่งแบบไม่ได้มีอะไรให้กดเล่น หรือไม่ได้หงุดหงิดอะไรถ้าต้องรอดูโฆษณาเวลาละครหลังข่าวตัดเบรก แต่ปัจจุบันเราไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว ถ้าใช่… ผมคิดว่าเราคงรู้สึกเหมือนกันว่าสมาธิและความอดทนของเราสั้นลง งานวิจัยจากหลายแหล่งก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า สมาธิของคนยุคปัจจุบันสั้นลงจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราคุ้นเคยกับมันจนเป็นดั่งอวัยวะที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว ผมเคยพยายามแก้ปัญหาการติดโทรศัพท์ด้วยการจงใจทิ้งมันไว้ที่บ้านแล้วออกไปทำงาน และเนื่องด้วยที่ทำงานแรกของผมมีนโยบายห้ามนำโทรศัพท์เข้าไปที่โต๊ะทำงาน ก็เลยไม่ต้องห่วงเรื่องการสื่อสารทางโซเชียล พอได้ทำอย่างนั้นแล้ว ยอมรับเลยว่ามีความรู้สึกเหมือนคนขาดสิ่งเสพติด แต่อีกทางหนึ่งก็เหมือนได้ค้นพบโลกใหม่ เส้นทาง ธรรมชาติ ผู้คน ป้าย แสงสีต่าง ๆ ระหว่างเดินทางไปทำงานที่เราไม่เคยสนใจนัก เราก็เริ่มพิจารณารายละเอียดของมันมากขึ้น เมนู ป้ายโบรชัวร์ หรือแม้กระทั่งใบเสร็จ ก็กลายเป็นสิ่งที่เราหยิบขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาได้หมด จนบางทียังตกใจว่า “มันมีสิ่งนี้เขียนไว้ด้วยเหรอนี่?” ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งเดิม ๆ ที่อยู่ในเส้นทางของเรามาตลอด เพียงแค่เราไม่เคยใส่ใจรายละเอียดของมันเลยในเวลาที่มีสมาร์ทโฟนอยู่กับตัว การทดลองครั้งนั้นทำให้ผมรู้ว่า การหยุดใช้สมาร์ทโฟนไปชั่วครู่ ช่วยทำให้การมองโลกที่คุ้นเคยของเราต่างออกไป เรารู้จักใส่ใจและลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น จนบางทีเรียกได้ว่าแทบจะค้นพบสิ่งใหม่ที่เคยมองข้ามไป อย่างไรก็ตามแต่ หลายคนก็คงไม่น่าจะถึงขั้นยอมหักดิบออกไปทำงานโดยไม่พกโทรศัพท์ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ลองดูถ้าโอกาสเอื้ออำนวย มันเป็นประสบการณ์แบบจงใจสร้างขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่ต้องคอยรอให้ถึงช่วงเวลาที่โทรศัพท์พัง “แกล้งลืมโทรศัพท์ไว้ที่บ้านสักวันดู…


  • corpulent woman provides pustule vaccination

    ลงทุนกับสุขภาพเถอะ อย่าฝากชีวิตไว้กับประกันกลุ่มเลย

    ว่ากันว่าเมื่อเข็มนาฬิกาชีวิตเดินมาถึงเลข 25 ร่างกายของคนเราก็เริ่มเสื่อมถอย บางคนอาจเริ่มรู้สึก บางคนอาจยัง หรือบางคนก็คิดว่าคงชัดตอน 30 อย่างไรก็ตามแต่ การเสื่อมถอยของร่างกายก็ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะไปชี้ที่เลขไหน หากมองย้อนไป เราใช้ร่างกายกันเต็มที่ตั้งแต่วัยเรียนยันวัยทำงาน จากดินสอยันปากกา จากชุดนักเรียนยันห้อยบัตรออฟฟิศ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือยันตะวันขึ้น อดนอนแก้งานจนขอบตาคล้ำ หรืออัดแอลกอฮอล์เข้าร่างยันเช้ามืดทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เราก่อหนี้ร่างกายกันเยอะแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้คืนให้มากพอเท่ากับที่ทำลายไป ผมเรียนรู้ว่าอย่างน้อยในวัยนี้ เราก็ควรเริ่มใช้คืนกันแบบจริงจังได้แล้ว ถึงส่วนตัวจะไม่ชอบคอนเทนต์แนวไลฟ์โค้ชเท่าไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยจากการใช้ชีวิตมาเลยคือ “การเลือกลงทุนกับสุขภาพ” ถ้ามองเป็นการลงทุน เราก็เรียกได้ว่าก่อหนี้ร่างกายกันมาเยอะจากกิจกรรมที่ยกตัวอย่างในย่อหน้าแรก หนี้มากน้อยก็ต่างกันไป บางคนหนี้ก็คืออาการป่วยเรื้อรัง ความไม่แข็งแรง ในขณะที่บางคนหนี้ก็อาจโผล่มาเป็นไขมันก้อนโต คงถึงวัยของเราแล้วที่ต้องจริงจังกับสุขภาพ จริงจังที่ว่า… ผมหมายถึงการทำให้การดูแลสุขภาพเป็นปกติวิสัยเลย เหมือนที่ผมกล่าวไปในข้อก่อน ๆ หน้าว่า ไม่ควรมองการออกกำลังกายเป็นพิธีกรรมวิเศษอะไรที่ต้องคอยโพสต์ Day 1 และก็ไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขั้นออกหนักเป็นบ้าเป็นหลังทุกวัน แค่อยากเสนอว่า สิ่งง่าย ๆ ที่ดีกับร่างกายเราควรเริ่มทำเป็นกิจวัตรเสีย เลือกกินบ้าง ออกไปวิ่งบ้าง ตีแบดบ้าง เดินให้เยอะขึ้น ลดแอลกอฮอล์ ลดบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการลงทุนที่ดีแล้ว ถ้าทำไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวอนาคตคุณจะอัปเวลไปทำให้มากขึ้นก็ตามแต่ละคน การลงทุนก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย…


  • Åland sailors playing cards log

    ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้แล้ว ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู

    ว่ากันว่าชีวิตเรามีหลายสิ่งเปลี่ยนได้และไม่ได้ หากเปลี่ยนได้ก็ดีหน่อยที่มีทางสำรองให้หักพวงมาลัยเข้าเสมอ แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็คงต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปอย่างนั้น โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้ไหม หลายครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้ก็อาจมาจากการตัดสินใจเป็นทอด ๆ ของเราในอดีต หรืออาจติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ถ้าสมมติจะรู้สึกผิดหรือน้อยใจกับสิ่งนี้ ก็ไม่ได้มองว่าผิดแปลกอะไร ท้ายที่สุดแล้ว ชาวเราทั้งหลายก็ต้องแบกสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้นี้เดินหน้ากันต่อ ผมชอบปลอบใจตัวเองด้วยการมองเรื่องนี้เป็นเกมไพ่ เพียงแต่เกมนี้เราเล่นกันบนกระดานชีวิต สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คงเหมือนไพ่ที่เราจั่วขึ้นมา หลายครั้งมันก็ไม่ได้ตรงใจแบบที่อยากให้เป็น อาจสูงเกินไป ต่ำเกินไป หรือแทบไม่มีแต้มต่อที่จะพาเราไปสู่ชัยชนะ แต่ไหน ๆ ก็ขึ้นมือมาแล้ว เราคงต้องลองเล่นไพ่ที่มีอยู่บนมือนี่ให้ดีที่สุดดู ผลลัพธ์อาจไม่เป็นดั่งหวัง แต่ก็คงดีกว่าการมัวแต่โอดครวญว่าทำไมไพ่บนมือแย่จัง หลังจากนี้ บางคนอาจมีเทิร์นที่ได้เปลี่ยนไพ่ในมืออีก หรือบางคนอาจไม่มีแล้ว แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยเมื่อจบเกมไป คุณก็ได้ขึ้นชื่อว่าเล่นไพ่บนมือของตัวเองได้อย่างเต็มที่แล้ว เชื่อว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต่อให้ไม่อธิบาย ก็น่าจะเข้าใจกับอุปมาที่จะสื่อ ขอให้ทุกคนโชคดีกับไพ่บนมือของตัวเอง “ถ้าเปลี่ยนไพ่บนมือไม่ได้ ก็ลองเล่นออกมาให้ดีที่สุดดู”


  • Louth-London Royal Mail Travelling Train

    อย่าสงสารคนตายเลยแฮรี่ สงสารคนบ้านไกลจากที่ทำงานเถอะ

    เชื่อว่าชาววัยเจริญงานหลายคน คงนำความใกล้-ไกลจากที่ทำงาน บวกเข้าไปในสมการของการหาที่พักด้วย โดยเฉพาะในเมืองกรุง หลายครั้ง… ค่าเช่าที่พักมักจะแปรผกผันกับความสะดวกในการเดินทาง จนบางทีมันแพงมากเสียจนเราต้องตัดใจ ออกไปหาที่อยู่ห่างไกลออกไปเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง แต่ข้อนี้ผมอยากเตือนให้หลายคนคิด โดยเฉพาะคนที่บริษัทไม่มีนโยบาย WFH ว่าการที่เราเลือกอยู่ไกลจากที่ทำงาน นั่นหมายถึงระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น หรืออาจจะต้องต่อรถสารพัดต่อ เวลาที่เราเสียไปบนท้องถนนในทุกเช้าและเย็น ที่จริงมันคือ “ค่าเสียโอกาส” ด้วยกันทั้งนั้น อาจดูเป็นเวลาแค่ 15 นาที 20 นาที หรือ 30 นาที ที่มากขึ้นในแต่ละเช้า แต่ผมอยากชวนให้คิดในภาพรวม ลองนำเวลาเหล่านั้นมาคูณกับจำนวนวันที่เราต้องทำงานต่อเดือนดู แล้วถามตัวเองว่าเราโอเคจริง ๆ ใช่ไหมกับเวลาในชีวิตที่เสียไปเหล่านี้? ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าสมมติคุณทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ เวลาเดินทางที่เพิ่มขึ้นมาแค่วันละ 20 นาที (ทั้งขาไปและขากลับ รวมเป็น 40 นาทีต่อวัน) นั่นหมายความว่า ใน 1 เดือน คุณจะเสียเวลาชีวิตไปเปล่า ๆ ถึง 13 ชั่วโมง จำนวนนี้ก็นับว่าเกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว เราจะยอมรับได้จริง…


  • นกที่ตื่นเช้า ควรจะเป็นนกที่นอนให้ดีด้วย

    ผมพบว่าการตื่นเช้ามีข้อดีสองอย่าง อย่างแรก… เราจะได้ใช้เวลาที่ต่างจากจังหวะชีวิตของคนทั่วไป รถโล่ง ถนนเกลี้ยง ทำให้ทำอะไรไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่น และอย่างที่สองคือ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่า “เรานี่ก็โปรดักทีฟเหมือนกันนะ!” นี่มันมนุษย์ผู้มีวินัยในตนเอง ผู้น้อมนำคำสอนของไลฟ์โค้ชหลากสำนักเพื่อแผ้วถางทางสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ (เหรอ?) จริง ๆ แล้ว การตื่นเช้าแบบนี้ควรจะฉายป้ายคำเตือนเหมือนโฆษณาการลงทุนไว้ให้กับมนุษย์วอนนาบีโปรดักทีฟทั้งหลายด้วยว่า: “การตื่นนอนมีความเสี่ยง ผู้เข้านอนควรนอนให้พอ ก่อนตัดสินใจตื่นนอน” ที่กล่าวแบบนี้เพราะการตื่นเช้าไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลยหากคุณนอนไม่พอ และที่มากกว่านั้นคือ คำว่า “นอนดี” กับ “นอนพอ” ของผมมีความหมายต่างกัน ซึ่งผมให้ความสำคัญกับอย่างหลังมากกว่า เพราะการนอนพอนั้นไม่ได้เท่ากับการนอนดีเสมอไป ผมเรียนรู้ว่าการนอนที่ดี เกิดจากการทำให้ภาวะหลับลึก (Deep Sleep) ของเรายาวนานที่สุด เพราะสภาวะนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองจากความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน ผมจะรู้ได้ว่าเมื่อคืนก่อนตัวเองหลับลึกไปนานเท่าไหร่จาก “สมาร์ตวอตช์” นับว่าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่คุ้มกับการควักเงินซื้อมากที่สุดสำหรับคนใส่ใจสุขภาพ หากพิจารณาจากความรู้สึกหลังตื่น ก็พอจะสรุปได้โดยสังเขปเลยว่า พลังงานตอนตื่นของผมจะแปรผันตรงตามระยะเวลาการหลับลึกในแต่ละคืน ท้ายที่สุดแล้ว ตื่นเช้ามาได้สัมผัสอะไรดี ๆ เยอะ… แต่จะเกิดผลเสียมากกว่าถ้านอนดึกแล้วฝืนตื่นเช้า หากเราต้องตื่นเช้าแต่นอนได้ไม่ดี ผลที่ได้มันก็ไม่ค่อยจะคุ้มเสีย ร่างกายอาจเหนื่อยล้าและไม่มีแรงเอาได้ ถ้าชีวิตไม่ได้เร่งรีบอะไร การนอนให้ดีก็ควรมาก่อนการนอนให้พอ และการนอนให้พอก็ควรจะมาก่อนการนอนเพื่อตื่นเช้า เพราะฉะนั้น… “นกที่ตื่นเช้า ควรจะเป็นนกที่นอนให้ดีด้วย”